thumnail
14 การเจียระไนเพชรมีอะไรบ้าง

เมื่อมีการค้นพบเพชรดิบขึ้นมา ขั้นตอนสำคัญต่อจากนั้นก็คือการนำเพชรนั้นมาทำการเจียระไนต่อไป ซึ่งการเจียระไนเพชร คือการทำให้เพชรเกิดรูปทรงสวยงาม เกิดประกายหักเหและสะท้อนแสงออกมาได้อย่างมากที่สุด แต่ก็จะต้องรักษาน้ำหนักเพชรให้เหลืออยู่มากที่สุดด้วยเช่นกัน

ซึ่งการเจียระไนแบบดั้งเดิมคือการเจียระไนเพชรเป็นทรงที่เรียกว่าทรงกลมเหลี่ยมเกสร ซึ่งทำให้เกิดเหลี่ยมมุมสะท้อนแสงรอบตัว แต่ในปัจจุบันมีการเจียระไนเพชรให้มีรูปทรงและรูปแบบที่หลากหลาย ถึงแม้ว่าจะมีผลทำให้เหลี่ยมมุมลดน้อยลงและประกายแสงลดลงแล้วแต่ก็ยังถูกชดเชยได้ด้วยรูปแบบที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น ทำให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สวมใส่มากขึ้น นั่นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเจียระไนเพชร มีการเจียระไนออกมาในหลากหลายรูปแบบ ทำให้รูปทรงของเพชรก็มีมากมายด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าที่เราจึงควรมาทำความรู้จักและเรียนรู้ความแตกต่างของเพชรรูปทรงต่าง ๆ นี้ เพื่อให้ท่านสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกได้ว่าแหวนเพชร แหวนหมั้น แหวนแต่งงานของท่านนั้น ควรที่จะใช้เพชรรูปทรงไหนที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของท่านและเหมาะสมกับตัวของท่านมากที่สุดโดยในปัจจุบันนั้นมีรูปทรงเพชรที่ได้รับความนิยมทั้งหมด 14 ประเภทดังต่อไปนี้

1. เพชรรูปกลมเหลี่ยมเกสร (Round Shape : Brilliant Cut)

เพชรรูปทรงกลมถือได้ว่าเป็นรูปทรงแบบดั้งเดิมและได้รับความนิยมมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ 80% ของการเจียระไนเพชรทั้งหมดเป็นการเจียระไนเพชรออกมาในรูปทรงกลมนี้ ลักษณะเด่นของเพชรรูปทรงกลม คือการเจียระไนแบบ Brilliant Cut* เพชรจึงมีประกายไฟมากที่สุดเมื่อกระทบกับแสงไฟ และมีมาตรฐานราคาที่ชัดเจนเป็นของตัวเองซึ่งจะแตกต่างจากเพชรรูปทรงอื่นๆ ทำให้เกิดการซื้อง่าย ขายคล่อง ในตลาดโลก นอกจากนี้แล้วยังใช้ได้ในหลายโอกาสเพราะสามารถเข้ากับชุดกับเครื่องประดับต่างๆ ได้ง่าย

ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั้งเดิมของการเจียระไนเพชรและเป็นรูปแบบที่คนทั่วไปรู้จักและจดจำได้มากที่สุด โดยมีด้านบนป้านใหญ่เกือบจะเป็นครึ่งวงกลม และด้านล่างแหลมเป็นกรวย รูปทรงแบบนี้ประกายของเพชรจะสะท้อนออกมาได้มากที่สุด สาเหตุหนึ่งทำให้เพชรกลมเหลี่ยมเกสรเป็นที่นิยมมากที่สุดก็เนื่องมาจากเป็นเพชรแบบมาตรฐาน สามารถทำการซื้อขายได้โดยง่ายและสะดวก ราคาซื้อกับราคาขายจะมีช่วงห่างกันน้อยที่สุดในบรรดาเพชรรูปทรงอื่น รวมทั้งยังใช้ได้หลายโอกาสและจัดเข้าชุดกับเครื่องประดับต่างๆ ได้ง่ายกว่ารูปทรงอื่น ๆ อีกด้วย เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้เองที่ร้านค้าเพชรส่วนใหญ่มักจะมีเพชรกลมเหลี่ยมเกสรเป็นสินค้ามาตรฐาน

*Brilliant Cut คือ เพชรที่ได้รับการเจียระไนมากกว่า 50 เหลี่ยม (อยู่ที่ประมาณ 56-59 เหลี่ยม) ทำให้สามารถสะท้อนกับแสงไฟได้อย่างสวยงาม


2. เพชรรูปไข่ (Oval Shape)

การเจียระไนอัญมณีเป็นรูปไข่ เดิมนิยมใช้กับพลอย ไพลิน และทับทิม อันเนื่องมาจากเนื้อพลอยตัดง่ายกว่าเพชร จนกระทั่งในศตวรรษที่ 20 เทคนิคการเจียระไนได้รับการพัฒนามากขึ้น จึงเริ่มมีการเจียระไนในรูปไข่ ซึ่งแสดงหน้าเพชรได้ถึง 58 หน้าเช่นเดียวกับรูปกลมเหลี่ยมเกสร เพชรรูปไข่สะท้อนความเรียบ ความอ่อนหวานและความหรูหรา จึงนับเป็นเพชรที่ได้รับความนิยมในลำดับรองลงมา

รูปทรงรูปไข่ ใช้การเจียระไนแบบเดียวกับเพชรรูปทรงกลม แสดงหน้าเพชรได้ถึง 58 หน้า ทำให้ได้ประกายไฟที่สวยงาม แต่ด้วยรูปทรงที่ยาวอาจจะทำให้การเล่นไฟไม่ทั่วทั้งเม็ดเหมือนทรงกลม หรือเรียกอีกอย่างว่าเกิด Bow tie และด้วยลักษณะของเพชรที่เป็นวงรี ทำให้เพชรจะดูใหญ่กว่ารูปทรงอื่น ๆ เมื่อเทียบกับเพชรน้ำหนักเดียวกัน จึงทำให้เพชรรูปทรงรูปไข่นี้ก็เป็นที่นิยมในระดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน


3. เพชรรูปหัวใจ (Heart Shape)

เพชรรูปหัวใจ จัดอยู่ในกลุ่มเพชรแฟนซีคัต ซึ่งประกอบด้วยเพชรรูปหัวใจ รูปหยดน้ำ รูปสี่เหลี่ยม และรูปมาคีส์ ซึ่งนอกจากกลุ่มนี้แล้วในบรรดาเพชรแฟนซีคัตก็จะมีรูปทรงอีกหลากหลายตั้งแต่รูปว่าว ทรงตัด ต้นสน หัวม้า และรูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งในกลุ่มเพชรแฟนซีคัดนี้เพชรรูปหัวใจจะได้รับความนิยมสูงที่สุด แต่ต้นทุนในการผลิตก็สูงที่สุดเช่นกัน เพราะการเจียระไนจะต้องแล้วแต่ขึ้นอยู่กับขนาดเพชรที่ต่าง ๆ กัน บางครั้งก็อาจเจียระไนออกมาได้หัวใจอ้วน หัวใจยาว ตามขนาดเพชรที่นำมาเจียระไน โดยทั่วไปเพชรรูปหัวใจ ไฟและเหลี่ยมของเพชรจะไม่แวววาวเท่าเพชรกลม

เพชรรูปทรงหัวใจ เป็นเพชรรูปทรงเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรัก การเจียระไนของเพชรรูปทรงนี้ดัดแปลงจากเพชรรูปทรงหยดน้ำโดยแต่งเติมที่บนยอดหยดน้ำให้เป็นรอยเว้าที่ทำให้เกิดเป็นรูปหัวใจ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญของช่างที่ต้องคำนวณให้แม่นยำ จึงจะทำให้ได้รูปหัวใจที่ได้สัดส่วนสวยงาม การเจียระไนรูปทรงพิเศษนี้ เจียระไนแบบ Modified Brilliant Cut ทำให้มีประกายไฟที่ระยิบระยับ เหมือนกับเพชรรูปทรงกลม แต่ประกายไฟจะน้อยกว่าเนื่องจากรูปทรงที่แตกต่างกัน


4. เพชรรูปหยดน้ำ (Pear Shape)

เพชรรูปหยดน้ำหรือแพร์เชฟ เป็นเพชรรูปทรงธรรมชาติ เป็นเพชรอีกทรงที่ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นรูปทรงที่ดูเรียบ ๆ ที่เข้าตัวเรือนได้ง่าย ไม่หวือหวา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชนิดใด จึงทำให้เป็นรูปทรงที่ได้รับความนิยมในอันดับต้น ๆ เช่นกัน

เพชรรูปทรงหยดน้ำนี้ได้รับการเจียระไนแบบ Brilliant Cut ลักษณะเฉพาะคือ ด้านหนึ่งแหลมส่วนอีกด้านหนึ่งจะโค้งมน ซึ่งเป็นการเจียระไนผสมผสานกันระหว่างรูปทรงมาคีส์และรูปทรงไข่ ด้วยรูปทรงที่มีลักษณะเหมือนหยดน้ำนี้ ส่วนใหญ่รูปทรงนี้จึงนิยมถูกนำไปทำต่างหูหรือจี้มากกว่าทำการแหวนเพชร


5. เพชรรูปสี่เหลี่ยมหรือเพชรรูปสี่เหลี่ยมพรินเซสส์ (Princess Cut)

เพชรทรงสี่เหลี่ยมซึ่งมีส่วนบนราบเรียบและรอบข้างสี่เหลี่ยมนี้ได้รับการออกแบบในปีค.ศ. 1961 โดย Arpad Nagy เพชรรูปสี่เหลี่ยมมีหน้าเพชรระหว่าง 49-144 หน้า เป็นเพชรที่เหมาะกับสุภาพบุรุษโดยเฉพาะ เนื่อจากสะท้อนความมีรูปแบบกฎเกณฑ์ โดยจะมีข้อที่น่าสังเกตคือเพชรสี่เหลี่ยม พริ้นเซสคัต จะมีอัตราค่าแรงในการเจียระไนค่อนข้างสูง เครื่องประดับชิ้นไหนถ้าเรียงด้วยเพชรพริ้นเซสคัต ราคาจะสูงกว่าเพชรกลมเหลี่ยมเกสรเมื่อเปรียบเทียบกันในขนาดและน้ำหนักเพชรเท่ากัน

เพชรรูปทรงปริ้นเซสมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุมแหลมทั้ง 4 มุม ทำให้เครื่องประดับที่ใช้เพชรรูปทรงนี้เป็นองค์ประกอบทันสมัยกว่ารูปทรงอื่น และได้รับความนิยมรองจากเพชรรูปทรงกลมแต่มีประกายระยิบระยับจะมีไม่มากเท่ากับทรงกลม เพราะใช้การเจียระไนแบบBrilliant cut เหมือนกัน หรือมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Square modified brilliant และมีหน้าเพชรอยู่ที่ 49-144 หน้า ซึ่งรูปทรงนี้จะนิยมมากในการทำแหวนเพชร แหวนหมั้น แหวนแต่งงานสำหรับคุณผู้ชาย


6. เพชรรูปสี่เหลี่ยมมรกต (Emerald Shape)

เพชรรูปทรงนี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับศิลปะ art deco โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการเจียระไนมรกต ด้วยหน้าเพชรที่ลดหลั่นกัน รูปทรงนี้จะไม่ส่องประกายระยิบระยับ แต่จะให้ประกายที่สว่างใสได้มากกว่าการเจียระไนแบบอื่น ๆ


7. เพชรรูปมาร์คีส์ (Marquise Shape)

เพชรทรงมาคีส์หรือเพชรทรงเมล็ดข้าวสาร เป็นเพชรที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเจียระไนเป็นพิเศษ ค่าแรงจึงสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มเพชรแฟนซี เพชรทรงมาคีส์จะเหมือนเพชรทรงกลมที่ยืดตัวออกเป็นมุมแหลมในแนวตั้ง ในขณะเดียวกันก็เหมือนเพชรรูปไข่หรือเพชรรูปสี่เหลี่ยมที่เอามาตัดมุมออกและเป็นเพชรหยดน้ำที่เอามาต่อมุมด้านล่าง ความแปลกของรูปทรงมาคีส์ทำให้มาคีส์เป็นทรงเพชรที่ติดอันดับความนิยมเสมอมา แม้จะไม่อยู่ในอันดับต้นแต่ก็มีผู้นิยมไม่น้อย

เพชรรูปทรงมาคีส์ ลักษณะของรูปทรงนี้จะเหมือนเมล็ดข้าวสาร หรือดวงตา จึงทำให้รูปทรงนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทำให้ดูโดดเด่นมาก ในส่วนของการเจียระไนเป็นการเจียระไนแบบ Brilliant Cut เช่นเดียวกับรูปทรงกลมทำให้มีความระยิบระยับไม่แพ้กัน และด้วยความดูใหญ่เมื่อเทียบกับน้ำหนักและราคาของเพชรรูปทรงมาคีส์ กับรูปทรงอื่นๆ ทำให้หลายๆท่านสนใจเพชรรูปทรงนี้ไม่น้อยไปกว่าเพชรรูปทรงอื่น ๆ


8. เพชรทรงเรเดียนส์ (Radiant Cut)

ซึ่งเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกตแต่มีการเจียระไนทีเพิ่มเหลี่ยมมากขึ้น ทำให้เพชรส่องประกายมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการมีความคิดอิสระและความสร้างสรรค์

รูปทรงเพชรแต่ละประเภทก็สะท้อนความหมายที่แตกต่างกันออกไป นับเป็นความหลากหลายของเพชรซึ่งเป็นอัญมณีอันดับหนึ่งที่ทั้งโลกต่างให้การยอมรับและยกย่อง


9. เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต (Emerald Cut Diamond)

เพชรรูปนี้ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจียระไนแบบ Step Cut หรือแบบขั้นบันได และมุมแหลมทั้ง 4 ด้านถูกตัดออก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเจียระไนมรกต เราจึงเรียกรูปทรงนี้ว่า “รูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต” เพชรรูปทรงนี้ให้ประกายระยิบระยับไม่เท่ารูปทรงกลม แต่จะให้ประกายที่สว่างใสมากกว่ารูปทรงอื่นๆ และเนื่องจากเพชรมีหน้า table ค่อนข้างใหญ่ หากเพชรมีตำหนิจะทำให้มองเห็นได้ง่ายกว่ารูปทรงอื่นๆ และสีของเพชรที่เห็นจากเหลี่ยมต่างๆจะมีความแตกต่างกัน


10. เพชรรูปทรงกลมเหลี่ยมขั้นบันใด (Asscher Cut Diamonds)

เพชรรูปทรงนี้เป็นการเจียระไนดัดแปลงจากรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต ซึ่งจะมีการตัดมุมเหลี่ยมทั้ง 4 ด้านออกเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างคือการเจียระไนของรูปทรงนี้จะเป็นแบบกลมเหลี่ยมขั้นบันใด คือมีหน้าตัดที่ลาดลงลึกตามขอบมุมของเพชรทำให้ดูคล้ายหลังเต่าแปดเหลี่ยม และทำให้ได้หน้า table ของเพชรที่เล็กลง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการเปล่งประกายก็ถือได้ว่ารูปนี้นี้ให้ความระยิบระยับอยู่ในระดับเดียวกับการเจียระไนในรูปทรงกลมเลยทีเดียว


11. เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Radiant Cut Diamond)

เพชรรูปทรงนี้เป็นนการเจียระไนผสมระหว่างเพชรรูปทรงกลม และ เพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมตัดมุมเหมือนกับ Emerald Cut แต่การเจียระไนเป็นแบบBrilliant Cut จึงทำให้มีหน้ามากถึง 70 หน้า จึง ทำให้ได้ประกายไฟที่ดีและส่องประกายมากขึ้น


12. เพชรรูปทรงหมอน (Cushion Cut Diamond)

เพชรรูปทรงนี้เป็นเพชรทรงสี่เหลี่ยมที่มีมุมโค้งมน ซึ่งได้รับการเจียระไนแบบผสม (Mixed cut) ระหว่าง Brilliant cut และ Step Cut ทำให้มีความแตกต่างจากรูปทรงอื่นและด้วยความที่ตรงขอบมุมเพชรกลมมนทำให้การสะท้อนกลับของแสงในเพชรมีมากกว่าปกติ จึงทำให้เพชรรูปทรงหมอนนี้เป็นรูปทรงที่ได้รับการยอมรับในตลาดมากขึ้น


13. เพชรรูปทรงบาเก็ต (Baguette Cut Diamond)

เพชรรูปทรงบาเก็ตมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหน้าเพชร 24 หน้าและมีความโปร่งใสของเพชรมากกว่าเพชรรูปทรงอื่น ๆ นิยมนำเพชรรูปทรงบาเก็ตมาประกอบเป็นแหวนแถวหรือนำมาประดับเสริมข้าง ๆ เพชรเม็ดหลัก ด้วยรูปทรงหน้า table ที่ใหญ่ ทำให้รูปทรงนี้ดูมีขนาดใหญ่กว่าเพชรรูปทรงอื่น ๆ เมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนักเดียวกัน


14. เพชรรูปทรง 8 เหลี่ยม (Octagon Cut Diamond)

เพชรรูปทรง Octagon ลักษณะจะเป็น 8 เหลี่ยม เป็นรูปทรงที่มีความสวยงามใกล้เคียงกับเพชรทรงกลมมากที่สุด เนื่องจากได้รับการเจียระไนอย่างละเอียดมีหน้าเพชรมากถึง 88 หน้า ทำให้เพชรรูปทรงนี้เป็นเพชรแฟนซีทรงเดียวที่มีประกายไฟดีกว่าทรงกลม และเป็นรูปทรงที่หายากที่สุด

จากข้อมูลของเพชรในรูปร่างรูปทรงแบบต่าง ๆ ข้างต้นที่ AVALON ได้นำมาเสนอ ท่านก็ได้รู้แล้วว่าเพชรแต่ละรูปทรงมีความแตกต่างกันอย่างไร และทาง AVALON หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้น่าจะช่วยให้ท่านสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อเพชรได้ตรงความต้องการของท่าน และเหมาะสมกับสไตล์ของท่านได้อย่างไม่ยาก หากท่านค้นพบแล้วว่าท่านต้องการเพชรในรูปทรงไหนและขนาดเท่าไหร่ ก็จะสามารถค้นหาเพชรที่ตรงใจกับท่านได้