หินสีนำโชคต้องหินแท้เท่านั้น อย่าพลาด 13 วิธีดูหินแท้หินปลอม
หินสีที่มีการวางจำหน่ายอยู่ทั้งในท้องตลาดและตามร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ ในขณะนี้ มีทั้งหินสีมาจากธรรมชาติที่เป็นทั้งของจริง รวมไปถึงหินสีปลอมที่ทำมาจากแก้ว เรซิ่น และพลาสติก มาจำหน่ายปะปนกันไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วผู้ซื้อจึงจะต้องมีความรู้ให้เท่าทันกับผู้ขาย และสามารถที่จะแยกแยะให้ได้ก่อนว่าหินสีอันไหนที่เป็นหินสีของจริงหรือของปลอมกันแน่
หินสีนำโชคที่เคยเป็นความเชื่อในสมัยโบราณปัจจุบันนี่ได้กลายมาเป็นกระแสอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเหล่าดาราดังสวมใส่ยิ่งทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้นแต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าแล้วหินแบบไหนคือของแท้และจะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าหินนั้นมีพลังเสริมดวงชะตาได้จริง ๆโดยเรื่องราวของหินสีนำโชคนั้น มีที่มาจากศาสตร์ของจีนโบราณแขนงหนึ่ง ที่ได้มีการใช้หินเพื่อใช้ในการบำบัดโรคมานานแล้ว อีกทั้งในอียิปต์โบราณ กรีก และประเทศในเอเชียตะวันออกหลายประเทศ ก็มีหลักฐานมาสนับสนุนถึงการนำหินมาใช้ในการรักษาโรค โดยมีหลักฐานเก่าแก่ที่กล่าวอ้างถึงการรักษาสุขภาพ ปรากฏอยู่บนกระดาษปาปิรุสของอียิปต์ที่มีอายุราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล โดยเขียนถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีวิธีการใช้หินและรัตนชาติเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาโรครวมอยู่ด้วย รวมทั้งการใช้หินเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอาง ยกตัวอย่างอย่างเช่น พระนางคลีโอพัตราที่นิยมนำหินสีเขียวมาบดละเอียดทำเครื่องสำอางเปลือกหิน เป็นต้น ส่วนชาวตะวันตกเมื่อพูดถึงหิน จะหมายความรวมไปถึงเพชรด้วย แต่สำหรับประเทศไทยมักจะแบ่งลักษณะความมีค่าออกเป็นเป็นหินรัตนชาติและความนิยม ซึ่งความนิยมของหินจะขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละประเทศ อย่างในประเทศเปรูจะนิยมหินสีดำที่ได้จากพื้นดินที่ดำสนิทเท่านั้น ซึ่งมีความหมายถึงความมั่นคงของประเทศชาติ ลักษณะของหินที่ว่าจะมีลักษณะที่คล้ายกับหินภูเขาไฟ หากยิ่งมีรูพรุน มีการกัดเซาะของน้ำและลม จะยิ่งสื่อถึงความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมของประเทศ โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนำมาใช้ในการรักษาโรค รวมทั้งเป็นเครื่องประดับ หรือในบางรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะมองว่าเทอร์คอยซ์เป็นผืนฟ้า เป็นต้น
ในอดีตสมัยโบราณ หินเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานภาพของผู้สวมใส่ว่าอยู่ในระดับใด อย่างที่ประเทศธิเบต จะมีหินอยู่ 3 ชนิดที่ใครมีไว้ในครอบครอง จะหมายถึงการเป็นผู้ที่มีสถานภาพทางสังคมที่สูง (ในระดับเสนาบดีขึ้นไป) หินทั้ง 3 ชนิดนี้คือ เทอคอยซ์ อำพัน และปะการัง ในวันที่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เสด็จมาเยือนประเทศไทย จะเห็นว่าแม้แต่พระราชินีของภูฏานก็จะสวมหินทั้งสามชนิดนี้ ในประเทศไทยเอง เมื่อก่อนก็นิยมเครื่องประดับอัญมณีที่เรียกว่านพเก้า ที่ประกอบไปด้วย เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล มุกดา เพทาย และไพฑูรย์ ใช้ทำเป็นหัวแหวน จี้สร้อยคอ สร้อยข้อมือ และต่างหู มาสวมใส่กัน
หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกซื้อหินสีมาเป็นเครื่องประดับสำหรับไว้ประดับตกแต่ง มีความสวยงาม มีความน่าสนใจและน่าสะสม ว่าเมื่อเราทำการเลือกซื้อหินสีชนิดต่าง ๆ แล้วนั้น เราจะทราบหรือสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่า หินสีที่เราเลือกซื้อนั้นเป็นหินแท้ที่เราต้องการหรือเป็นเพียงหินชนิดอื่นแต่มีสีที่เหมือนกัน เช่น ถ้าหากเราจะซื้อเพชร แต่หินที่ถูกนำมาจำหน่ายนั้น เอามาจำหน่ายเป็นควอตซ์หรือไม่ ซึ่งในขณะนั้น เราก็ไม่ได้มีเครื่องมือที่จะใช้ในการทดสอบเปรียบเทียบเลย
บทความนี้ Avalon จะขอนำเสนอการทดสอบ รวมไปถึงข้อสังเกตขั้นต้นของหินชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ทุกท่านใช้เป็นแนวทางในการประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกชนิดของหิน สำหรับผู้ที่มีความชื่นชอบหินสีโดยเฉพาะ เพื่อให้เป็นการใช้พิสูจน์ชนิดหินสีขั้นต้น โดยก่อนอื่น Avalon อยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านสังเกตข้อมูลถึงลักษณะทางกายภาพของหินชนิดต่าง ๆ ก่อน ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของหินชนิดนั้น ๆ
สีของหินนั้นเกิดมาจากอะไร
หากขึ้นชื่อว่าหินสีแล้ว เรื่องของสีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็จะมีหินแบบที่ใสไม่มีสี โดยสีที่แตกต่างกันของหินเกิดจากสีในแร่ที่แตกต่างกัน ซึ่งธาตุที่จะให้สีอาจเป็นองค์ประกอบในสูตรเคมีของแร่ ถ้าเป็นแร่ชนิดเดียวกันจะทำให้เกิดสีสันสวยงามที่ความเข้มระดับแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปริมาณแร่สี แต่ถ้าเกิดแร่นั้นเข้าไปอยู่กับเนื้อหินหรือเนื้อแร่ที่เป็นคนละชนิดกัน แร่นั้นจะถูกเรียกว่ามลทินที่อยู่ในหิน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของไหมทอง ที่เกิดมาจากแร่รูไทล์เข้าไปอยู่ในแร่ควอตซ์เกิดเป็นเส้นสีทองสวยงาม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหินบางประเภทได้
วิธีแยกหินสีของจริงกับหินสีของปลอม
วิธีเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบหินสีจริง มีดังนี้
1. การสังเกตฟองอากาศโดยใช้ลูปส่องเพชรขนาดกำลังขยาย 10 เท่าส่องเข้าไปที่เม็ดหิน หากเป็นหินปลอมที่ทำขึ้นจากแก้วหรือเรซิ่น ภายในจะ เต็มไปด้วยฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมากเต็มไปหมด ที่เกิดขึ้นมาจากกระบวนการหล่อหรือขณะการฉีดหรือเป่าแก้วของเครื่องมือเครื่องจักร ภายในโรงงาน ที่สามารถยืนยันได้ทันทีว่าหินนี้เป็นของปลอม ในขณะที่หินจริงจะไม่มีฟองอากาศ
2. ใช้แสงแดด เมื่อนำหินสีไปตากแดดสักพักหนึ่งก่อน แล้วนำมาสัมผัสหรือนำมาอังไว้ที่แก้ม หินสีธรรมชาติจะยังคงความเย็นอยู่ ในขณะที่แก้ว หรือเรซิ่นจะมีความร้อนสะสมอยู่ เพราะมีคุณสมบัติในการดูดความร้อน จึงทำให้เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกร้อน
3. การดูเส้นไหลของเนื้อหิน ถ้าหากเป็นหินปลอมที่ผลิตมาจากพลาสติกหรือแก้วนั้นจะปรากฏให้เห็นเป็นลายเส้นไหลที่เกิดจากการหลอมของ พลาสติก จะมีลักษณะเหมือนเป็นลายน้ำเชื่อมคล้ายลายของมวลน้ำตาลในขณะที่กวนน้ำเชื่อม แต่เกิดมาจากการหลอมของพลาสติกซึ่งจะไม่ พบเส้นไหลลักษณะนี้ในหินแท้จากธรรมชาติ
4. การดูแนวเชื่อม (Parting line) ถ้าหากมีแนวเชื่อมของเม็ดหินก็เป็นสิ่งที่สามารถบอกได้ว่าเป็นหินปลอมที่เกิดจากเครื่องหล่อที่ไม่มี ประสิทธิภาพ หรือวิธีสังเกตรอยต่อของตัวลูกปัดหินสีก็สามารถทำได้โดยหินสีปลอมจากบางที่จะปรากฏรอยต่อที่เกิดจากความไม่เรียบร้อยของ กระบวนการผลิต
5. การดูลวดลาย หากลวดลายหรือตำหนิบนหินมีลักษณะคล้ายหรือเหมือนกันหรือตรงกันทุกจุด ก็ให้สันนิษฐานได้ทันทีเลยว่าเป็นหินสีของปลอม มาจากโรงงาน เพราะหินในธรรมชาติมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แทบจะไม่มีก้อนไหนเลยที่มีลักษณะเหมือนกัน
6. ราคา อาจใช้เทียบไม่ได้ เพราะเกิดจากความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ซื้อ รวมไปถึงเครดิต ความน่าเชื่อถือของทางร้านค้า ดังนั้นหินสีที่มี ราคาสูงก็อาจจะไม่ใช้เป็นตัวรับประกันว่าเป็นหินสีที่แท้จากธรรมชาติ
7. น้ำหนัก เป็นสิ่งที่ไม่ควรใช้เทียบเช่นกัน ไม่สามารถใช้การันตีในการเปรียบเทียบว่าเป็นหินแท้ได้เพราะแก้วบางชนิดมีน้ำหนักใกล้เคียงกับหินสี ของแท้มาก แต่ก็สามารถใช้เทียบในบางกรณีสำหรับหินสีพลาสติกที่จะมีความเบาจนผิดวิสัยของหิน
8. ดูมลทินหรือวัตถุแร่ภายใน โดยการใช้กล้องจุลทรรศน์อัญมณีที่มีกำลังขยาย 60-90 เท่า ซึ่งวิธีนี้ผู้เชี่ยวชาญจะนิยมใช้ดูตำหนิภายในเพื่อ ประเมินราคาและตรวจสอบชนิด
9. ใช้เครื่องรีแฟลกซ์โตมิเตอร์ (Reflactometer) ตรวจสอบชนิดหินสีในกรณีไม่สามารถตรวจสอบตำหนิได้ชัดเจน เพื่อวัดค่าดัชนีหักเหเทียบ กับค่ามาตรฐาน ซึ่งค่าที่ได้จากการวัดด้วยวิธีนี้จะบอกชนิดของหินสีได้อย่างชัดเจน
10. การดูผลึก ในหินบางตัวใช้ผลึกแยกจากหินปลอมได้ โดยในหินแท้จะมีผลึกในเม็ดหิน แต่ในหินปลอมยังไม่มีหินปลอมชนิดไหนที่สามารถ สร้างผลึกขึ้นมาได้
11. การแช่น้ำยาล้างเล็บเพื่อทดสอบการย้อมสีหิน ปกติแล้วใช้เพียงสำลีชุบน้ำยาล้างเล็บเช็ดที่หินก็พอแล้วหากหินที่ย้อมมาจะมีสีติดออกมากับ สำลี แต่ถ้าต้องการแช่น้ำยาล้างเล็บ ควรเเช่เพียง1-2 นาทีเท่านั้น เพราะถ้าเกิน 15 นาที สีตามธรรมชาติของหินจะละลายออกมา เพราะ น้ำยาล้างเล็บเป็นตัวทำละลาย CaCO3 ที่เป็นส่วนประกอบของหิน ในวงการอุตสาหกรรมจะใช้น้ำยาล้างเล็บสกัดสีธรรมชาติของหินออกมา วิธีนี้เช่นกัน แม้จะเป็นหินแท้แต่ถ้าเเช่เกิน 15นาที สีหินจะออกมา หินที่เเช่เกิน 15นาทีแล้วสีธรรมชาติออกมา ได่แก่ ลาพิส ลาซูรี และยูนา ไคต์
12. การทุบหินเพื่อทดสอบว่าเป็นหินแท้ หินแท้ทุบแตกง่ายกว่าหินปลอม เมื่อทุบแล้วจะแตกเป็นเสี่ยงหลายเสี่ยง มีความคมและมีผงหินออกมา เยอะพอควร ส่วนหินปลอมทุบแตกยาก ต้องใช้แรงมากกว่า เมื่อแตกเป็นเสี่ยงจะมีไม่มากแค่เพียง 2-3 ชิ้นเท่านั้นและไม่ค่อยมีผงหินติดออก มาด้วย ดังนั้นหินแท้จึงต้องระวังเรื่องการกระแทกเพราะหินจะแตกร้าวได้ง่าย จึงควรถอดและวางอย่างเบามือ ห้ามโยน
13. การเผา เป็นวิธีสุดท้ายที่ง่ายที่สุดสำหรับการแยกหินสีแท้กับพลาสติก คือ การนำไปเผาไฟ แต่นับเป็นเรื่องยากที่สุดที่จะทำเพราะอาจไม่ได้ รับการยินยอมจากผู้ขาย ซึ่งการนำหินสีมาเผานอกจากจะเป็นการตรวจสอบหินสีอย่างเป็นกระบวนการหนึ่งในการปรับปรุงคุณภาพของพลอย ให้มีสีสันที่สวยงามยิ่งขึ้นอีกด้วย
จากที่กล่าวมานี้นั้นเป็นเพียงวิธีการเบื้องต้นในการที่จะตรวจสอบหินสีแท้และหินสีปลอม ซึ่งยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการตรวจสอบอัญมณี รวมถึงหินสีที่ได้มาการทดสอบทางสากลของโลกและนิยมนำมาใช้ในห้องปฏิบัติการอัญมณีศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งจัดเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยจะทำเฉพาะในห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยจะเป็นการทำการตรวจสอบอัญมณีหรือหินสีเพื่อขอรับใบประกาศยืนยันคุณภาพทางวิทยาศาสตร์ จะมีกระบวนการด้วยกันหลายขั้นตอน ที่เริ่มตั้งแต่การตรวจโครงสร้างภายในและภายนอกของเม็ดหินว่าตรงตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การดูรูปทรง ดูรอยสึกหรอ ดูสีสัน ดูมลทิน รวมไปถึงการชั่งน้ำหนัก การวัดความแข็งและการวัดขนาดโดยละเอียด หลังจากนั้นจึงนำไปเข้าเครื่องมือต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อตรวจวัดหาค่าดัชนีหักเหความถ่วงจำเพาะการเรืองแสงกับหลอดยูวี (UV light) การเปล่งแสงของอัญมณีและการตรวจดูสเปกตรัม แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานต่อ
ไม่ว่าจะเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายที่ได้ไปเสาะแสวงหาหินสีมาประดับตกแต่งด้วยความสวยงาม มีสีสันที่แปลกตา ก็ควรที่จะเลือกหาซื้ออย่างมีสติและหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อ โดยเฉพาะหินที่มีราคาแพงมาก ๆ ยิ่งจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ หินนําโชคเป็นหินมงคล เสริมดวง โดยหินนำโชคแต่ละสีความหมายของหินสีจะแตกต่างกันในเรื่องเสริมดวง การงาน การเงิน ความรัก สุขภาพ หินสี เป็นต้น