คำเตือน! ซื้อพลอยระวังโดนหลอก อย่าลืมเช็คคุณภาพพลอยก่อนซื้อ
คำเตือน! ซื้อพลอยระวังโดนหลอก อย่าลืมเช็คคุณภาพพลอยก่อนซื้อ
การพิจารณาคุณภาพของพลอยเพื่อให้ทราบถึงลักษณะคุณสมบัติ คุณค่า และราคาของพลอยหรืออัญมณีนั้นๆว่าเป็นพลอยดีหรือพลอยสวยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคล คุณสมบัติตามธรรมชาติของพลอยแต่ละประเภท และคุณสมบัติเฉพาะตัวของพลอยแต่ละชนิด นอกจากนี้คุณภาพของพลอยแต่ละประเภท แต่ละชนิด แต่ละเม็ดนั้นก็จะไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
คุณภาพของพลอย
โดยทั่วไปมีหลักเกณฑ์พื้นฐานในการพิจารณาคุณภาพของพลอย ดังนี้
สี (Color)
เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาเป็นอันดับแรก ในการพิจารณาการประเมินคุณภาพของพลอยนั้นมีรายละเอียดที่จะต้องพิจารณาอยู่หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมของแต่ละบุคคลในแต่ละยุคสมัยและแต่ละชนชาติ รวมถึงความสามารถส่วนบุคคลในการมองเห็นสีต่างๆ เป็นต้น สำหรับเพชรถือเอาความไม่มีสีเป็นสำคัญ สำหรับพลอยสีพลอย ความมืด-สว่าง ความเข้มของสีพลอยมีความสำคัญ จะเห็นได้ว่าหลักการพิจารณามีความแตกต่างกัน
การเจียระไน (Cutting)
เป็นการพิจารณาถึงรูปร่าง รูปแบบ สัดส่วน และฝีมือของการเจียระไน การเจียระไนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก คือ ช่วยเพิ่มความงามของสีพลอย ความใส และประกายของพลอยให้มีมากขึ้น
ความสดใสไร้มลทิน (Clarity)
มีรายละเอียดที่จะต้องพิจารณาอยู่หลายประการ เช่น ตำหนิจากภายนอก มลทินจากภายใน ซึ่งมลทินภายในนั้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับจำนวนความมากน้อย ขนาด ชนิดของมลทินเหล่านั้น พลอยส่วนใหญ่ที่สะอาดสดใสไร้มลทินอย่างแท้จริงจะพบเจอได้ยากมาก
น้ำหนัก (Carat weight)
น้ำหนักมาตรฐานในการซื้อขายอัญมณีโดยทั่วไปแล้วมีหน่วยเป็น กะรัต (Carat) 1 กะรัตนั้นมีน้ำหนักเท่ากับ 0.200 กรัม และใน 1 กะรัตนี้เองก็ยังถูกแบ่งย่อยออกได้เป็น 100 จุด หรือสตางค์ ดังนั้นแล้ว 1 จุด หรือ 1 สตางค์ ก็จะมีน้ำหนักเท่ากับ0.002 กรัม โดยทั่วไปอัญมณีที่มีขนาดใหญ่มักจะหายาก ทำให้ราคาต่อกะรัตสูงขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณค่าของพลอย
พลอยดีและพลอยสวยมีคุณสมบัติที่เป็นปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ประการ ดังนี้
1. ความสวยงาม (Beauty)
จัดเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาถึงคุณค่าและราคาของพลอย แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสายตาของผู้พิจารณาเป็นสำคัญ และมักจะเป็นสิ่งที่ยากต่อการกำหนดเจาะจงตายตัวลงไปได้ บางคนอาจจะมองความสวยงามของอัญมณีอยู่ที่สี แต่ในขณะที่บางคนอาจจะมองความสวยงามอยู่ที่ประกาย ความโปร่งใส ความใสสะอาด ประกายวาว หรือไฟที่มาจากการเจียระไนที่ดีและได้สัดส่วน โดยทั่วไปแล้วความสวยงามของอัญมณีส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากคุณสมบัติหลายๆอย่างรวมกัน เช่น คุณภาพและลักษณะของการเล่นสีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
2. ความคงทน (Durability)
ถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการพิจารณาถึงความเป็นพลอย แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากในการพิจารณาตัดสินถึงคุณค่าและราคาของพลอย ความคงทนถาวรของพลอยจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางกายภาพ 3 ประการคือ ความแข็ง ความเหนียว และความมีเสถียรภาพทางเคมี ดังนั้นความคงทนถาวรเป็นสิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าพลอยชนิดใดเหมาะสมเพียงใดสำหรับการใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน
ความหายาก (Rarity)
เป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการสุดท้ายในการพิจารณากำหนดคุณค่าและราคาของพลอย เพราะคุณค่าและราคาของพลอยโดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความหายากหรือความมีจำกัด ดังนั้นแล้วถ้าพลอยชนิดใดที่มีปริมาณจำกัดเข้าสู่ตลาดการค้า จะมีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเป็นเจ้าของอัญมณีนั้นๆได้ เมื่อคนที่ต้องการมีมากจึงทำให้มีค่ามีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้แล้วความหายากของอัญมณีใดๆอาจจะเนื่องมาจากขนาด ความโปร่งใส คุณสมบัติ ลักษณะทางแสงที่พิเศษ หรือมีสีที่สุดสวย เป็นต้น หากเมื่อเปรียบเทียบกับความสวยงามและความคงทนถาวรแล้ว ความหายากจึงไม่ได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวภายในตัวอัญมณีเองแต่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความนิยม และความต้องการของมนุษย์
คุณสมบัติของพลอย
คุณสมบัติของพลอยดีและพลอยสวยประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ ดังนี้
คือคุณสมบัติของพลอยในการย้อมให้แสงผ่าน แบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ คือโปร่งใส (Transparency) กึ่งโปรงใส (Semi-Transparency) โปร่งแสง (Transparency) กึ่งโปร่งแสง (Semi-Transparency) และทึบแสง (Opaque)
คือการที่แสงกระจายเป็นสีรุ้งเมื่อผ่านพลอยจะเห็นได้ชัดในพลอยที่ใสไม่มีสีและพลอยที่มีสีอ่อน
คือคุณภาพและปริมาณของแสงที่สะท้อนจากพลอยมาเข้าตา
คือความทนทานในการขูดขีดของพลอยโดยพลอยที่แข็งกว่าจะสามารถขูดขีดพลอยที่อ่อนกว่าเป็นรอยได้ การวัดความแข็งของอัญมณีและแร่ต่างๆจะใช้มาตรฐานของ Mohs หรือที่เรียกกันว่า Moh’s scale โดยจัดความแข็งของแร่ เริ่มจากเลข 1-10 จึงทำให้มีการแบ่งพลอยออกเป็นพลอยเนื้อแข็ง คือพลอยที่มีค่าความแข็ง (Hardness) ตั้งแต่ 9 ขึ้นไป และพลอยเนื้ออ่อน คือพลอยที่มีค่าความแข็ง (Hardness) น้อยกว่า 9
คือความทนทานต่อการแตก บิ่น หัก และกะเทาะของพลอยซึ่งมีสัมพันธ์กับความแข็งของพลอย
วิธีการดูพลอยแท้และพลอยเทียม
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความงามของอัญมณีเลอค่าอย่างพลอย รวมถึงชอบในความหมายดีๆ ความเป็นมงคลที่แฝงอยู่ในอัญมณีชนิดนี้ แต่บางครั้งก็ถือเป็นการยากสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์พอที่จะแยกแยะได้ว่าพลอยเม็ดไหนคือพลอยแท้หรือพลอยเทียม ไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการเพชรพลอย ยิ่งในปัจจุบันนี้คนที่ทำพลอยเทียมก็มีมากมาย คงจะเป็นเรื่องยากที่จะสามารถแยกพลอยแท้หรือพลอยเทียมออก เนื่องจากการที่จะแยกได้นั้นต้องใช้ประสบการณ์พอสมควร หรือแม้แต่คนในวงการก็อาจพลาดได้เช่นกัน พลอยแต่ละเม็ดสามารถแยกได้ง่าย บางเม็ดก็แยกได้ยาก บางเม็ดต้องใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการอัญมณีช่วยในการแยก หรือบางเม็ดอาจจะต้องใช้ถึงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูงเลยทีเดียว
พลอยเทียมคือพลอยที่ไม่ใช่พลอยธรรมชาติหรือเป็นพลอยที่คนทำขึ้นมานั้น ที่เราเห็นกันทั่วไป คือ มีทั้งชนิดที่ทำจากแก้วหรือพลาสติกมาเจียระไนให้ดูเหมือนพลอย หรือที่มีหลากสีอย่างเพชรรัสเซีย (CZ) หรือเป็นพวกพลอยสังเคราะห์(Synthetic) ที่มีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ เคมี เหมือนพลอยแท้เกือบทุกประการที่เรียกกันว่าพลอยอัด สรุปได้ว่าพลอยเทียมก็มีมากมายหลายชนิด วิธีสังเกตพลอยปลอมแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป อีกทั้งการแยกพลอยบางชนิดยังต้องอาศัยเครื่องมือหลายตัวในการตรวจสอบด้วย วันนี้ AVALON จึงมีวิธีการสังเกตหลักๆระหว่างพลอยแท้กับพลอยเทียมอย่างคร่าวๆกัน
ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าเราสามารถจำแนกพลอยได้หลายวิธี นอกจากพลอยแท้ธรรมชาติและพลอยสังเคราะห์แล้ว เรายังสามารถจำแนกพลอยจากความแข็งของพลอยได้อีกด้วย คือพลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อน
ส่วนวิธีดูว่าพลอยเม็ดนี้เป็นพลอยแท้หรือไม่ อันดับแรกให้ดูที่ประกายไฟของพลอยก่อน หากประกายไฟของพลอยซึ่งก็คือประกายความสวยงามเล่นไฟของตัวพลอย ถ้าเป็นพลอยเนื้อแข็งอย่างทับทิม ไพลิน บุษราคัม และแซฟไฟร์ ส่วนมากจะเจียระไนด้านหน้าเป็นเหลี่ยมเกสร ส่วนก้นพลอยเป็นแบบขั้นบันไดเพราะจะช่วยให้สีและแสงที่สะท้อนจากพลอยดูอิ่มตัวขึ้น และพลอยเนื้อแข็งเหล่านี้จะไม่มีการเจียระไนหน้าพลอยให้เป็นรูปตาข่ายอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้พลอยเสียราคาอย่างมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะสังเกตง่ายๆ หากเจอพลอยเนื้อแข็งเหล่านี้มีประกายสีรุ้งก็ให้ฟันธงเบื้องต้นได้เลยว่าเป็นพลอยของปลอมแน่นอน เพราะพลอยที่มีประกายสีรุ้งให้เห็นเด่นชัดนั่นก็คือพลอยสังเคราะห์คิวบิคเซอร์โคเนียที่มีความสวยงามประกายไฟที่สะดุดตาที่สุด
ขั้นตอนต่อไปเราสามารถสังเกตได้จากสีของพลอย สำหรับสีพลอยมีจุดที่ใช้สังเกตได้ว่าเป็นพลอยแท้หรือพลอยเทียมที่สังเคราะห์ขึ้นคือให้ดูความเสมอกันของสีพลอยทั้งเม็ด เพราะธรรมชาติของพลอยธรรมชาติ ด้วยความเป็นธรรมชาติเราไม่อาจกำหนดอะไรได้ พลอยแต่ละเม็ดแม้จะมาจากที่เดียวกันหรือเม็ดเดียวกันก็ยังยากที่จะมีสีโทนเดียวกันหมดทั้งเม็ด เพราะฉะนั้นถ้าเห็นว่าสีของพลอยมีความเสมอกันทั้งเม็ดก็ให้สงสัยไว้ก่อนได้เลยว่าเป็นพลอยปลอมอย่างแน่นอน
หลักจากนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่จะใช้เป็นข้อมูลในการช่วยตัดสินใจว่าพลอยเม็ดนั้นเป็นพลอยแท้ หรือพลอยเทียม นั่นคือการดูที่ตำหนิภายใน (Inclusion) ของพลอย เนื่องจากถ้าเป็นพลอยแท้ธรรมชาติจะมีตำหนิในเนื้อพลอยแบบต่างๆที่สามารถนำมาใช้เพื่อแยกแยะได้ โดยตำหนิภายในที่เป็นตำหนิธรรมชาติในเนื้อพลอยนั้น ตัวอย่างเช่น ตำหนิเส้นเข็ม ผลึกแร่ต่างๆ ตำหนิรูปลายนิ้วมือ และที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือแถบสี ซึ่งต้องเป็นแถบสีตรงหรือแถบสีหักมุม
ส่วนตำหนิในพลอยเทียมนั้น ถ้าเป็นพลอยสังเคราะห์หรือที่เรียกกันว่าพลอยอัด ลักษณะของแถบสีจะเป็นเส้นโค้งและมีฟองอากาศอยู่ในเนื้อพลอย
การสังเกตตำหนิต่างๆอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยและไม่มีประสบการณ์ในการดูพลอยมาก่อน แต่ก็ควรเรียนรู้เอาไว้เวลาไปซื้อพลอยจะได้พอมีความรู้ในการสอบถามหรือสังเกตพลอยด้วยตัวเอง แต่ในทางที่ดีก็ควรเลือกซื้อพลอยจากร้านที่น่าเชื่อถือและสามารถไว้วางใจได้ในเรื่องของความซื่อสัตย์และการให้บริการมาอย่างยาวนาน