พลอยเนื้ออ่อน ถูกกว่า พลอยเนื้อแข็ง จริงหรือ
การจำแนกประเภทของพลอยนั้นสามารถจำแนกได้กี่ประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนก ซึ่งเกณฑ์ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมคือการใช้ความแข็งในการจำแนก จะสามารถจำแนกได้2ประเภท
นั่นก็คือ พลอยเนื้อแข็งและพลอยเนื้ออ่อน หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับชื่อนี้มาบ้างแล้ว แต่ถ้าหากพูดถึงพลอยเนื้ออ่อนแล้วหลายๆคนมักจะเข้าใจผิดว่า พลอยเนื้ออ่อนคือพลอยปลอมและพลอยแท้ต้องเนื้อแข็งเท่านั้น การที่เรียกพลอยเนื้ออ่อนนี้ ไม่ได้หมายความว่าเนื้อพลอยนั้นอ่อนยวบหรือเปราะบาง เพียงแต่การจำแนกตามความแข็งนั้นใช้เกณฑ์ของโมหส์(Moh’s Scale)ซึ่งคิดค้นโดยเฟรดริซโมหส์(Fredrich Mohs) โดยแร่ที่มีความแข็งมากที่สุดจะมีค่าความแข็งเท่ากับ10และแร่ที่มีความแข็งน้อยที่สุดจะมีค่าความแข็งเท่ากับ1ซึ่งการจำแนกประเภทพลอยนั้นก็ใช้เกณฑ์นี้เช่นกัน แร่ที่มีความแข็งมากที่สุดมีค่าความแข็งเท่ากับ10คือเพชร เพราะคุณสมบัติบางอย่างที่แตกต่างจากพลอยชนิดอื่นมากไม่ว่าจะเป็นความงดงามหรือความหายากจึงทำให้เพชรไม่ถูกจัดเป็นพลอยเนื้อแข็งหรือพลอยชนิดอื่นๆ ส่วนพลอยเนื้อแข็งคือ แร่ที่มีค่าความแข็งเท่ากับ9คือ กลุ่มแร่คอรันดัม(Corundum) ถ้ามีสีแดงจะเรียกว่าทับทิมหรือRubyนอกจากนั้นจะเรียกว่าแซฟไฟร์(Sapphire) ซึ่งในประเทศไทยแซฟไฟร์ก็จะมีชื่อเฉพาะแล้วแต่สีอีกเช่นBlue sapphireคือ ไพลินYellowSapphireคือ บุษราคัมGreen Sapphireคือ เขียวส่อง เป็นต้น ส่วนแร่อื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นจะถูกจัดเป็นพลอยเนื้ออ่อนทั้งหมด แต่ถ้าจะให้พูดอย่างเป็นทางการพลอยเนื้ออ่อนก็คือแร่ที่มีความแข็งน้อยกว่า9และส่วนใหญ่มักมีค่าความแข็งมากกว่า5เช่น โทพาซ(Topaz) อเมทิสต์(Amethyst) มรกต(Emerald) เป็นต้น หากมีค่าความแข็งน้อยกว่านั้นจะไม่จัดเป็นพลอยเพราะ ขาดคุณสมบัติทั่วไปของอัญมณี ได้แก่ สวยงาม หายาก และ มีความแข็ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับการนำมาทำเป็นเครื่องประดับอย่างมาก
นอกจากค่าความแข็งจะใช้ในการจัดประเภทพลอยแล้ว ค่าความแข็งยังสามารถบอกได้ว่าเราควรจัดเก็บเครื่องประดับของเราอย่างไร เพราะอัญมณีที่มีค่าความแข็งมากกว่าจะทำให้อัญมณีที่มีค่าความแข็งน้อยกว่าเกิดรอยขีดข่วนได้ เช่น ถ้าเราเก็บโกเมน(ค่าความแข็งเท่ากับ 6.5-7.5)ไว้กับมรกต(ค่าความแข็งเท่ากับ 7.5-8.0) โกเมนจะเสียหายได้เพราะมีค่าความแข็งน้อยกว่า ส่วนเรื่องของราคา หากไม่นับเพชรซึ่งมีความสวยงาม หายากและราคาสูงอยู่แล้วออกไป คนมักจะคิดว่าราคาของพลอยเนื้อแข็งต้องสูงกว่าพลอยเนื้ออ่อนแน่นอน ซึ่งก็เป็นจริงเพียงส่วนหนึ่งเพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา เช่น ความหายาก ความต้องการของตลาด ความเชื่อ เป็นต้น ถ้าจะเปรียบเทียบพลอยสีเดียวกัน แต่เป็นคนละประเภทกันจะได้ดังนี้
ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง ทับทิม(Ruby) กับ โกเมน(Garnet) ทั้งคู่เป็นอัญมณีสีแดงเหมือนกันและเป็นอัญมณีประจำคนเกิดวันอาทิตย์เหมือนกัน ทั้งคู่นับได้ว่ามีราคาสูงที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดมากกว่าอัญมณีสีแดงชนิดอื่น ทับทิม(ค่าความแข็งเท่ากับ 9)จัดเป็นพลอยเนื้อแข็ง เป็นอัญมณีประจำราศีกรกฎ เชื่อกันว่าเมื่อสวมใส่จะเสริมด้านความสำเร็จ ลาภยศและยังหมายถึงรักที่มั่นคงอีกด้วย จึงนิยมใช้เป็นแหวนหมั้น แหวนแต่งงานหรือแหวนวันครบรอบ ส่วนโกเมน(ค่าความแข็งเท่ากับ 6.5-7.5) จัดเป็นพลอยเนื้ออ่อน ส่งเสริมเรื่องสุขภาพให้สุขภาพดี อายุยืนและปลอดภัยจากอันตราย เป็นอัญมณีประจำราศีมังกร แม้ทั้งสองชนิดมีสีแดงเหมือนกัน ราคาของทับทิมนั้นจะแพงกว่าโกเมนมาก เป็นเพราะหายากมากกว่า สีของทับทิมนั้นมีสีแดงหลายเฉดแต่เฉดที่สวยที่สุดคือสีแดงเลือดนกซึ่งหายากมากเข้าไปอีกด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทับทิมมีราคาสูงสุดได้ถึงหลักแสน หลักล้าน ในขณะที่โกเมนมีราคาสูงสุดอยู่ที่หลักหมื่นเท่านั้น
ลองเปรียบเทียบอีกสักหนึ่งตัวอย่างระหว่างคู่อัญมณีสีเขียวอย่างเขียวส่อง(Green Sapphire) กับ มรกต(Emerald) เขียวส่อง(ค่าความแข็งเท่ากับ9)จัดเป็นพลอยเนื้อแข็ง มีอีกชื่อคือมรกตจันท์เพราะพบได้ที่แหล่งพลอยธรรมชาติของจังหวัดจันทบุรี ส่วนเรื่องความเชื่อจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาต่างๆเช่น ในศตวรรษที่11เชื่อว่าป้องกันการหลอกลวงและวิญญาณร้าย แต่เมื่อ200ปีก่อนเชื่อกันว่าป้องกันความยากจนและทำให้อารมณ์ดี แม้จะมีชื่อเล่นว่ามรกตจันท์แต่เป็นคนละประเภทกับมรกตอย่างสิ้นเชิง มรกต(ค่าความแข็งเท่ากับ7.5-8.0)จัดเป็นพลอยเนื้ออ่อน เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ร่มเย็น เนื่องจากกลุ่มพลอยเบริลอย่างมรกตมักไม่สดใสและมีมลทินมากแต่เพราะมีสีเขียวจึงทำให้เป็นที่นิยมอย่างมาก มรกตที่งดงามจึงมีราคาสูงแทบจะเท่าเพชรเลยทีเดียว ส่วนเขียวส่องนั้นแม้จะมีสีเขียวแต่ก็ไม่ใช่เฉดที่ผู้คนนิยมมากเท่าไหร่เพราะเป็นเฉดเขียวอมเหลือง นี่จึงเป็นตัวอย่างของ1ในพลอยเนื้ออ่อนที่มีราคาสูงกว่าพลอยเนื้อแข็ง
จะเห็นได้ว่าการจัดประเภทของพลอยตามความแข็งเป็นพลอยเนื้ออ่อนและพลอยเนื้อแข็งนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อราคาแต่อย่างใดแต่ปัจจัยอื่นอย่างความหายาก ความงามและความนิยมนั้นมีผลต่อราคาเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าปัจจุบันพลอยบางชนิดอาจจะมีราคาสูงก็จริงแต่พลอยคือแร่ที่ขุดได้จากแหล่งพลอยธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ในอนาคตถ้ามีการขุดแร่นั้นๆได้มากขึ้นก็อาจทำให้ราคาลดลงได้ และในทุกๆปีเทรนด์ของโทนสีที่นิยมก็จะเปลี่ยนไป จึงอาจทำให้ราคาของพลอยบางสีมีราคาสูงขึ้นมาก็ได้ยกตัวอย่างเช่น ในปี2021นี้ โทนสีที่กำลังเป็นที่นิยมคือโทนเย็นอย่างสีฟ้า(Cyan Blue) พลอยที่แนะนำคือไพลิน(Blue Sapphire) แทนซาไนต์(Tanzanite) โทแพซสีฟ้า(Blue Topaz) เป็นต้นโทนร้อนอย่างสีส้มแสด(Fiesta) พลอยที่แนะนำคือ หยกแดง(Red Jade) สปิเนลสีส้มแดง (Orange Spinel)และโทนธรรมชาติอย่างสีส้มอมชมพู(Desert Flower) แซปไฟร์สีส้ม (Padparadscha)