Picture2
พลอยดิบ (Unheated Gems)

เป็นพลอยที่มีคุณภาพดีที่ได้จากการขุดขึ้นมาจากธรรมชาติและจะสามารถนำไปเจียระไนได้อย่างทันที โดยที่ไม่ต้องผ่านขบวนการปรับปรุงคุณภาพพลอยใดๆ เลย พลอยดิบนั้นจะต้องเป็นอัญมณีที่สีสวยงามมีคุณสมบัติครบทุกด้าน ปราศจากมลทินหรือรอยแตกร้าวในเนื้อพลอย จัดเป็นพลอยสวยรูปร่างดีมีความใสสะอาดตั้งแต่ระดับสีของพลอยหรืออาจกล่าวได้ว่ามีความสวยมาตั้งแต่กำเนิดซึ่งจะส่งผลให้เมื่อนำพลอยไปเจียระไนจนเสร็จ จะเกิดประกายไฟเต็มเม็ดพลอยอย่างสวยงามพลอยดิบจะมีราคาสูงเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากหายากที่สุด ในธรรมชาติจะพบพลอยดิบได้ในปริมาณน้อยมาก

พลอยเผา(Heated Gems)

เป็นพลอยที่ถูกปรับปรุงคุณภาพด้วยการผ่านความร้อนเพื่อให้มูลค่าราคาสูงขึ้น ซึ่งคำว่าพลอยเผานี้มีความหมายเป็นกลางๆ ที่ครอบคลุมเอากรรมวิธีการเผาพลอยทุกแบบทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกันดังนั้นแล้วเราจะต้องค้นคว้าสืบค้นต่อไปอีกว่าพลอยนั้นเป็นพลอยจากการเผาด้วยลักษณะใด เพราะการใช้ความร้อนในการปรับปรุงพลอยมีหลายกรรมวิธีแตกต่างกันออกไปและในแต่ละกรรมวิธีนั้นล้วนมีผลต่อการกำหนดราคาที่แตกต่างกันทั้งสิ้น ดังต่อไปนี้

1.พลอยเผาแบบธรรมดา(Common HeatTreatment)

คือ การนำพลอยไปอบหรือเผาด้วยความร้อนเพียงอย่างเดียวเพื่อจุดประสงค์ที่จะปรับปรุงสีให้ดีขึ้นเร่งพัฒนาการของสี และเพื่อปรับพลอยให้มีความใสสะอาดมากขึ้น เป็นกรรมวิธีแก้ไขปรับปรุงตำแหน่งสีในพลอยที่เราต้องการโดยใช้ความร้อนเป็นตัวช่วยซึ่งเป็นการเลียนแบบพัฒนาการของพลอยตามธรรมชาติโดยในสมัยก่อนกระบวนการเผาพลอยจะไม่ใช้น้ำยาหรือสารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้นจะใช้เพียงแค่ความร้อนในการเผาเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับใช้ทักษะอื่นเพิ่มเติม

• เผาอ๊อกซ์หรือเผาเก่า (Oxy-healing/welded heating)

คือ การปรับคุณภาพสีพลอยและความใสในพลอยด้วยความร้อน แต่ถ้าหากว่าพลอยที่นำมาปรับคุณภาพนั้นเป็นพลอยที่มีตำหนิรอยราวตื้น ๆ ที่ผิวพลอย ถ้าโดนความร้อนไปนาน ๆ อาจขยายตัวทำให้พลอยแตก จึงมีการผสมน้ำประสานทองเพื่อคุมรอยร้าวเหล่านี้ไม่ให้ขยายตัวต่อไป

เทคนิคนี้ใช้ในการปรับปรุงทับทิมไทยที่มีรอยร้าว เรียกว่า แดงลายไทยและเนื่องจากการเผาพลอยแบบนี้เป็นการเผาแบบใช้สารเคมีเป็นครั้งแรก และยังได้ใช้ต่อเนื่องกันมาอย่างช้านานจนกระทั่งถึงในปัจจุบัน เลยมีชื่อเรียกกันอย่างเฉพาะว่า“สูตรเผาเก่า”

ส่วนพลอยที่ปรับปรุงด้วยการเผาอ็อกซ์มีสีพลอยที่สวยงามอย่างพลอยธรรมชาติทุกประการสามารถนำไปทำเครื่องประดับทั่วไปที่ใช้งานได้ดี นั่นก็เพราะว่ารอยร้าวถูกเชื่อมผสานไปเรียบร้อยแล้ว การเผาพลอยวิธีนี้จึงได้การยอมรับจากวงการค้าอัญมณีทั่วโลก

• พลอยซ่านสีหรือพลอยดิฟฟิว (Diffuse)

เป็นการเอาสีจากแหล่งภายนอกมาทำให้แพร่หรือกระจายเข้าสู่ตัวพลอยโดยการใช้ความร้อนเป็นตัวช่วย การแทรกตัวของสีเข้าไปในตัวพลอยทำได้เพียงระดับตื้น ๆ หรือบาง ๆ เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมิลลิเมตรเท่านั้น หรือจะเปรียบว่าเป็นการเคลือบสีที่ผิวพลอย ซึ่งตัวนั้นพลอยอาจเป็นพลอยสีอ่อนหรือพลอยที่ไม่มีสีเพื่อให้เกิดสีที่สวยงาม ตัวพลอยที่นำมาทำการซ่านสีนั้นอาจเป็นพลอยไร้สีที่มาจากธรรมชาติหรือว่าพลอยสังเคราะห์ขึ้นมาก็ได้เช่นกัน ในเมื่อสีจำกัดอยู่เพียงแค่บริเวณพื้นผิวแล้วนั้น หากนำพลอยนั้นไปขัดแต่งใหม่ก็จะทำให้สีของพลอยหลุดลอกออกไปได้ หรือถ้าหากใช้งานไปนาน ๆ สีของพลอยก็จะเลือนหายไปได้เช่นกัน

2. เผาใหม่(Fracturefilling with lead glass)

คือ กรรมวิธีปรับปรุงพลอยที่มีรอยแตกร้าวเป็นร่องลึกเข้าไปถึงด้านในของเนื้อพลอยหรือว่าพลอยนั้นมีรูพรุนอยู่จำนวนมากจนยากเกินกว่าที่จะแก้ไขด้วยกรรมวิธีอื่น ๆ แล้วก็จะใช้วิธีการเผาใหม่นี้มาปรับปรุงพลอย แต่พลอยเผาใหม่นั้นเทคนิคเป็นให้ผลลัพธ์เป็นพลอยที่ไม่เป็นธรรมชาติจึงแทบไม่มีคุณสมบัติความคงทนของพลอยธรรมชาติอยู่ไม่ทนต่อการขูดขีดข่วน ไม่มีความแข็งแรงต่อการใช้งานไม่สามารถรับแรงกระแทกใด ๆยิ่งกว่านั้นยังไม่ทนทานต่อความร้อนและไม่สามารถทนต่อสารละลายกรดและเบสโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดกัดแก้วดังนั้นการขึ้นตัวเรือนและการใช้งานจึงต้องมีความระมัดระวังมากเป็นพิเศษไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ตัวของพลอยแต่ข้อดีของวิธีนี้ก็คือจะได้อัญมณีสวยงามในราคาที่สามารถจับต้องได้

• พลอยเผาโดยใส่สารเบอริลเลียม (Beryllium or Be

คือ นวัตกรรมในการปรับปรุงคุณภาพสีและความใสสะอาดของพลอยเนื้อแข็งด้วยความร้อนที่สูงกว่าปกติโดยการใส่ ธาตุ Be เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อที่จะช่วยให้เนื้อพลอยทนความร้อนและมีสีที่สมบูรณ์ได้อย่างเร็วขึ้นกว่าปกติ เป็นการย่นระยะเวลาการเผาพลอย โดยกรรมวิธีการนี้สามารถปรับปรุงความใสในพลอยพร้อมไปกับปรับสีพลอยได้ในเวลาเดียวกัน มากไปกว่านั้นยังสามารถเปลี่ยนตำแหน่งสีพลอยที่ใช้เทคนิคการเผาแบบเดิม ๆ ไม่สามารถทำได้ ทำให้ได้พลอยที่มีคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การเผาแบบ Be มีหลักการสำคัญในการเผาเหมือนกับการเผาแบบปกติทั่ว ๆ ไป นั่นก็คือพลอยที่นำมาเผาได้นั้นจะต้องมีเชื้อสีที่มาจากธรรมชาติอยู่แล้ว ถึงจะสามารถเร่งให้เกิดสีของพลอยขึ้นได้

การเผาแบบBeจะให้ผลลัพธ์ได้ดีมากขึ้นในกลุ่มของพลอยเนื้อแข็งที่มีแหล่งกำเนิดมาจากหินภูเขาไฟซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธาตุFe(เหล็ก) ที่เป็นธาตุที่มีการเจือปนอยู่ดังนั้นจึงใช้ได้ผลดีอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพลอยเขียวส่องพลอยบุษราคัมของประเทศไทยพลอยสีชมพูอมม่วงและพลอยเนื้อแข็งหลากสีอื่น ๆ จากแอฟริกา เป็นต้น วิธีการเผาพลอยในลักษณะนี้จึงนับได้ว่าเป็นนวัตกรรมของการปรับปรุงคุณภาพอัญมณีที่เกิดจากภูมิปัญญาของไทยที่ต่างชาติให้การยอมรับกัน

พลอยที่ปรับปรุงด้วยการเผาแบบBeจะให้สีพลอยที่มีความสวยงามและมีความเสถียรมากจนเทียบเท่าได้กับพลอยในธรรมชาติและตัวพลอยจะมีคุณสมบัติของความแข็งแรงกับความทนทานแบบพลอยธรรมชาติในทุก ๆ ประการดังนั้นการใช้งานและการดูแลถนอมรักษาจึงต้องให้รักษาดูแลเช่นเดียวกันกับพลอยเนื้อแข็งธรรมชาติทั่วไป

สุดท้ายแล้วการเลือกพลอยเผาเก่า พลอยเผาใหม่ หรือพลอยดิบนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบความพึงพอใจและจุดประสงค์ในการเลือกซื้อของแต่ละบุคคล รวมไปถึงงบประมาณของแต่ละท่านด้วย