thumnail
7 รูปแบบการเจียระไนพลอย

รูปทรงต่างๆ ของอัญมณีในเครื่องประดับที่มีให้เราได้พบเห็นกันนั้นมีหลายรูปร่างรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นทั้งทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยม ทรงหัวใจ หรือรูปทรงหยดน้ำ ซึ่งแต่ละรูปทรงของอัญมณีนั้นล้วนเกิดจากรูปแบบการเจียระไนในแบบที่แตกต่างกันออกไป

โดยการเจียระไนถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญและมีผลต่อความสวยความงามและการเพิ่มมูลค่าของอัญมณีได้เช่นกัน เนื่องมาจากว่านอกจากจะต้องคำนึงถึงรูปร่างและรูปทรงโดยรวมทั้งหมดของอัญมณี เพชรพลอยเม็ดนั้นๆ แล้ว ยังต้องคิดคำนึงด้วยว่า จะต้องเจียระไนอัญมณีออกมาอย่างไรเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการทั้งสัดส่วน (proportions) ทั้งการขัดผิว (finish) และทั้งความสมมาตร (symmetry) เพชรที่ผ่านการเจียระไนแล้วจะให้การสะท้อนแสงไฟ เกิดประกายและความระยิบระยับที่ดี โดยรูปทรงต่างๆ ของการเจียระไนอัญมณีที่เราสามารถพบเห็นกันได้บ่อยๆ ตามเครื่องประดับต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่จะหยิบยกรูปแบบของรูปทรงเรขาคณิตมาประยุกต์ใช้กัน

ย้อนไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 มนุษย์ในยุคสมัยนั้นเริ่มรู้จักการนำเอาอัญมณีหรือหินสีมาทำการฝนและขัดมันให้เกิดเป็นรูปร่างทรงกลมหรือที่เรียกกันว่า ลูกปัด ซึ่งต่อมามนุษย์ก็ได้รู้จักการตัด ฝนและขัดตัวอัญมณีหรือหินสีให้เกิดเป็นรูปทรงโค้งคล้ายหลังเต่า แต่พอเริ่มเข้ามาในคริสต์ศักราชที่ 1450 ก็เริ่มมีการเจียระไนเพชรและมีรูปแบบต่างๆที่เพิ่มมากขึ้นมาอย่างหลากหลาย หลายร้อยปีต่อมา จนกระทั่งเข้าคริสต์ศักราชที่ 1920 การเจียระไนก็เริ่มมีการประยุกต์ใช้เทคนิคการเจียระไนเพชรไปใช้ในการเจียระไนพลอยสีด้วย และในปัจจุบันพลอยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทับทิม แซฟไฟร์ มรกต และอัญมณีมีค่าอื่นๆ ก็มีรูปแบบการเจียระไนอัญมณีที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งเพชรและพลอยจะมีรูปแบบหลักๆ อยู่ทั้งหมด 7 รูปแบบด้วยกัน ดังนี้

รูปแบบการเจียระไนอัญมณี

1. แบบที่มีการเจียระไนเป็นเหลี่ยมชั้นๆ หรือแบบ Step-cuts ถ้าหากว่ามองอัญมณีที่เจียระไนแบบขั้นจะเห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีขนาดที่ต่างๆ กันวางซ้อนกันเป็นระดับลดหลั่นเป็นชั้นๆ ไปโดยมีแนวของขอบหน้าเจียระไนขนานกับขอบพลอยแต่ต่างระดับคล้ายๆ กับเป็นขั้นบันได ถ้าหากพลอยก้อนนั้นมีขนาดเล็กก็มักจะเจียระไนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส หรือรูปของขนมปังฝรั่งเศส (emerald, square, Baguette) แต่ถ้าหากว่ามุมทั้งสี่ของอัญมณีรูปสี่เหลี่ยมที่มีรูปแบบเดียวในแบบเหลี่ยมขั้นนั้นถูกตัดออกมารูปแบบเจียระไนนั้นจะถูกเรียกว่า เหลี่ยมมรกต หรือเอเมอรัลด์คัต (Emerald cuts) ซึ่งการเจียระไนในรูปแบบนี้จะทำให้ได้อัญมณีแต่ละชนิด แต่ละแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความสวยงามแตกต่างกันไป

2. แบบเหลี่ยมเกสร หรือแบบ Brilliant Cut อัญมณีที่มีรูปแบบเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสรจะมีหน้าเจียระไนทั้งหมด 58 หน้า โดยมีหน้ากระดาน 1 หน้า ส่วนบน 32 หน้า ส่วนล่าง 24 หน้า และก้นเพชรอีก 1 หน้า หน้าเจียระไนอาจเป็นรูปสามเหลี่ยม รูปว่าว หรือรูปสี่เหลี่ยมวางตัวกระจายออกจากศูนย์กลางของพลอย เหลี่ยมเกสรเป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุดในการเจียระไนเพชร นอกจากรูปร่างของเหลี่ยมเกสรจะเป็นรูปกลมแล้ว ยังมีการเจียระไนเป็นรูปไข่ รูปแพร์ รูปมาร์คีส์ และรูปหัวใจ ซึ่งมีจำนวนหน้าแตกต่างกันไปตามบริษัทผู้ผลิต อัญมณีที่มีรูปแบบเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสรนั้น ถ้าหากมีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะเรียกว่า พรินเซส (Princess) และถ้าเป็นรูปสามเหลี่ยมจะเรียกว่า ทริลเลียนต์ ทับทิมและแซฟไฟร์ขนาด 1 กะรัต มักจะเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร เพราะจะช่วยให้สีที่สะท้อนและหักเหออกจากอัญมณีดูอิ่มตัว สดใส อัญมณีเจียระไนที่มีรูปหยดน้ำ เจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร หรือบางทีก็เป็นเหลี่ยมขั้น หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นเหลี่ยมขั้นที่เรียกว่า “บริโอเลตต์”

3. เหลี่ยมผสม หรือแบบ Mixed Cut อัญมณีที่มีรูปแบบเจียระไนแบบเหลี่ยมผสมจะมีทั้งเหลี่ยมขั้น และ เหลี่ยมเกสร รูปแบบเจียระไนแบบผสมนี้ใช้เจียระไนพลอยตระกูลคอรันดัมทั่วไป และ เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมาก สำหรับเจียระไนมรกตจากแซมเบีย โดยทั่วไปแล้วจะเจียระไน ส่วนบนแบบเหลี่ยมเกสรเพื่อทำให้มีความสุกใส ประกายแสงแวววาว และมีสีที่อิ่มตัวมากที่สุด ส่วนล่างจะเจียระไนแบบเหลี่ยมขั้น หรือ ผสมกันระหว่างเหลี่ยมเกสรและเหลี่ยมขั้น การเจียระไนให้เป็นเหลี่ยมขั้นจะช่วยให้ช่างรักษาน้ำหนักพลอยดิบไว้ได้มาก ซึ่งจะทำให้สีของอัญมณีดูอิ่มตัวและสว่างสดใสมากยิ่งขึ้น แต่ในบางโอกาสก็มีผู้อ้างว่าเหลี่ยมผสมนั้นคือ การเจียระไนแบบซีลอน รูปร่างอัญมณีเจียระไนแบบเหลี่ยมผสมก็มีรูปร่างต่างๆ เช่นเดียวกับแบบเหลี่ยมเกสรดังกล่าว ส่วนจำนวนหน้าเจียระไนแต่ละแบบจะแตกต่างกันไป

4. แบบโค้งหลังเต่า หรือแบบหลังเบี้ย (Cabochon) พลอยคุณภาพต่ำที่มีมลทินมากหรือพลอยกึ่งโปร่งแสง ทึบแสง รวมไปถึงพลอยที่แสดงปรากฏการณ์ทางแสง เช่น พลอยตาแมวหรือสตาร์ มักจะเจียระไนให้เป็นรูปผิวโค้งด้านบน ส่วนด้านล่างผิวอาจโค้งเหมือนด้านบนก็ได้ และเรียกว่าหลังเบี้ยประกบ หรือส่วนด้านล่างอาจตัดตรงก็ได้ เมื่อดูพลอยแบบโค้งหลังเต่านี้จากด้านบนอาจเห็นเป็นรูปกลม รูปไข่ รูปสี่เหลี่ยม รูปหัวใจ หรือ รูปอื่นๆ ได้เช่นกัน

5. ลูกปัดเจียระไน หรือแบบ Faceted Bead ลูกปัดมีรูปทรงกลมและมีรูที่เจาะผ่านจุดศูนย์กลางของทรงกลม ลูกปัดมักได้รับการเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร หรือแบบเหลี่ยมขั้น

6. รูปแบบเจียระไนแบบแฟนซี หรือแบบ Fancy Cut เป็นการเจียระไนแบบใหม่ที่เรียกว่า ออปติกซ์ ที่ทำให้อัญมณีเจียระไนแบบนี้มีแสงแวววาวทุกทิศทาง เนื่องจากแสงที่หักเหผ่านส่วนบนของอัญมณีแล้วหักเหไปเกิดการสะท้อนกลับหมดที่หน้าเจียระไนด้านข้างของส่วนล่างที่มีพื้นผิวโค้ง และ เกิดการสะท้อนกลับหมดอีกครั้งที่ด้านข้างของส่วนล่าง ด้านตรงข้ามอีกหลายจุด แสงสะท้อนครั้งที่ 2 ในอัญมณีจะหักเหออกจากส่วนบนทุกทิศทาง จึงเห็นประกายแวววาวมากกว่าอัญมณีที่เจียระไนแบบขั้น แบบเหลี่ยมเกสร และเหลี่ยมผสม

7. รูปแบบการเจียระไนแบบที่มีรูปร่างและสัดส่วนเป็นมาตรฐานเท่ากัน หรือแบบ Calibrated Gems การเจียระไนอัญมณีด้วยมือเป็นไปไม่ได้ที่อัญมณีเจียระไนทุกเม็ดจะมีรูปร่าง ขนาด สัดส่วน หน้าเจียระไน และ องศาของหน้าเจียระไนเป็นมาตรฐานเท่ากันหมดทุกเม็ด แต่ในปัจจุบันมีเครื่องเจียระไนอัตโนมัติที่สามารถจะเจียระไนอัญมณีขนาดเล็กให้มีรูปร่าง ขนาด และสัดส่วนที่เท่ากันเป็นมาตรฐานทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีในวงการอัญมณีให้มีความก้าวหน้าไปอีกขั้น